เลสเตอร์ ซิตี้ เชือด เชลซี 1-0 หยิบแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยแรก

“จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ ผงาดคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร หลังเฉือนเอาชนะ เชลซี

เลสเตอร์ ซิตี้ เชือด เชลซี 1-0 หยิบแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยแรก

เลสเตอร์ ซิตี้ เชือด เชลซี 1-0 หยิบแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยแรก “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ ผงาดคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร หลังเฉือนเอาชนะ เชลซี ในรอบชิงชนะเลิศ 1-0 ที่สนาม เวมบลีย์ สเตเดี้ยม เมื่อวันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และนี่คือประเด็นสำคัญหลังเกมที่เกิดขึ้น
จากชัยชนะของพวกเขาในเกมนี้ จัดว่าเป็นการคว้าแชมป์ถ้วย เอฟเอ คัพ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ เลยทีเดียว หลังจากก่อนหน้านี้เคยเข้าชิงมาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งทำได้เพียงอันดับที่สองทั้งหมด แถมล่าสุดที่เข้าถึงรอบนี้ยังต้องย้อนกลับไปถึงปี 1969 ที่แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไป 1-0 แต่กระนั้น พลพรรคเดอะฟ็อก ก็ทำสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และไร้ข้อกังขาในฤดูกาลนี้
ตลอด 90 นาทีของเกมนัดชิงชนะเลิศในค่ำคืนนี้ ต้องบอกว่ารูปเกมออกมาค่อนข้างชวนง่วงนอนพอสมควร ด้าน เลสเตอร์ มาเน้นตั้งรับแน่นหนาและรอโอกาสสวนกลับ ส่วน เชลซี แม้จะครองบอลได้มากกว่า แต่ก็หาจังหวะเข้าทำที่มีประสิทธิภาพไม่ได้ ถึงขนาดที่เลยนาทีที่ 60 ไปแล้วยังไม่มีฝ่ายใดที่ยิงตรงกรอบเลยแม้แต่ครั้งเดียวด้วยซ้ำ

ซึ่งสิ่งที่น่าผิดหวังสุด ๆ คงจะเป็นแนวทางการเล่นของ ทัพสิงห์บลู ที่ว่ากันว่าดุดันเร้าใจ แต่วันนี้มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งตื้นตัน แถมจังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบขาดพอมากพอทั้งการจบสกอร์และการตัดสินใจ เพราะฉนั้นหากจะพูดว่าที่พวกเขาแพ้ในวันนี้ก็เพราะยังทำได้ไม่ดีมากพอเองก็คงจะไม่ผิดเท่าใดนัก
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในช่วงหลังของ เชลซี นั่นคือการที่พวกเขาเริ่มมีปัญหาในการเข้าทำ เมื่อต้องเจอกับทีมที่มาเน้นตั้งรับแบบเต็มสูบ เพราะดูเหมือนว่าหากพื้นที่ในเกมรุกมีน้อย พวกเขามักจะไม่มีไอเดียใหม่ ๆ หรือแนวทางที่เป็นทีเด็ดมากพอที่จะพลิกสถานการณ์ได้นั่นเอง

ดูได้จากเกมก่อนที่พบกับ อาร์เซนอล รวมถึงในเกมนี้ พลพรรคสิงห์บลู ไม่สามารถเจาะเกมรับและสร้างสรรค์โอกาสที่มีประสิทธิภาพได้เลย การบุกเข้าตรงกลางนี่แทบจะเป็นไปไม่ได้เพราะคู่แข่งลงไปแพคกันอยู่แน่น แถมเกมริมเส้นยังไม่มีจังหวะวางบอลแม่น ๆ ที่สามารถเข้าเป้าจนได้จบเน้น ๆ ทำได้เพียงเคาะไปมาหน้ากรอบเขตโทษ พอตันก็ส่งคืนหลังวนไปอยู่แบบนี้ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งการบ้านที่ ทูเคิล ต้องรับจัดการหากต้องการพาทีมยกระดับขึ้นไปอีกขั้นในฤดูกาลหน้า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *